Bible Commentator

Columns

Rabbi Moshe Reiss

moshereiss@moshereiss.org

The House of Saud

 

จีฮัดเคาะประตูพระราชฐานราชวงศ์ซาอุด

 

โดย รับไบ โมเช่ เรอีสส์ 12 กรกฎาคม 2548 19:35 .

 

       โดย รับไบ* โมเช่ เรอีสส์

      

       (*รับไบคือนักบวชในศาสนายูดายของชาวยิว ทัศนะข้างล่างก็เป็นไปตามความคิดของเขา)

      

       เมื่อต้นปีนี้เอง ลูกหลานอดีตประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี รูสเวลท์ และหน่อเนื้อเชื้อแถวของกษัตริย์อิบน์ ซาอุด ปฐมกษัตริย์แห่งประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการประชุมสุดยอดซาอุฯ-สหรัฐฯ ที่คลองสุเอซ ที่ครั้งนั้นได้มีการวางพื้นฐานสัมพันธ์พิเศษน้ำมัน-เพื่อ-ความมั่นคง ระหว่างประเทศทั้งสอง ถึงแม้ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียจะมีความสำคัญต่อโลกมาก แต่เรื่องนี้กลับไม่เป็นข่าว โดยเฉพาะในสื่อใหญ่ๆ

      

       จนกระทั่งเร็วๆ นี้เอง รัฐบาลซาอุฯ ก็ยังคงให้การสนับสนุนการทำสงครามศาสนา (จีฮัด) และศาสนาอิสลาม นิกายวะฮาบีย์ของตนอย่างแข็งขัน นิกายวะฮาบีย์เป็นรูปแบบสุดขั้วรูปหนึ่งของศาสนาอิสลามที่เคร่งมากเป็นพิเศษ นิกายนี้ไม่เว้นที่ให้มีการตีความศาสนาของตนเป็นอย่างอื่น คนทุกคนจะต้องตามอย่างวะฮาบีย์แต่เพียงผู้เดียว รัฐบาลซาอุฯ สนับสนุนจีฮัดทั้งทางหลักการและวัตถุปัจจัย แบบเดียวกับอดีตรัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถาน เมื่อผู้ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน เป็นคนซาอุฯ เสีย 15 คน และตัวอุสมา บิน ลาดิน ก็เป็นคนซาอุฯ เป็นนักธุรกิจซาอฯ และเติบใหญ่มาในซาอุ ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการโจมตีตึกเวิลด์เทรดบ้าง ถ้าเทียบกันก็ควรจะมากกว่ารัฐบาลอิรัก

      

       แหล่งอุดหนุนทางการเงินในซาอุฯ (พัฒนาขึ้นมาในตอนที่โซเวียตยึดครองอัฟกานิสถานในช่วงทศวรรษที่ 1980s) ตามอุดหนุนจีฮัด ทั้งๆ ที่ขยายออกไปนอกอัฟกานิสถาน องค์การจีฮัดระหว่างประเทศที่ซาอุฯ ช่วยเหลือ (เป็นต้นว่า องค์การประชุมอิสลาม สันนิบาติมุสลิมโลก และสภาเยาวชนมุสลิมโลก) ได้ส่งผ่านความช่วยเหลือเหล่านั้นต่อไปยังจีฮัดโลก ทั้งในอาฟริกา เอเชียกลาง ปากีสถาน บังกลาเทศ เอเชียอาคเนย์ ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป คือทุกๆ แห่งที่มีการทำจีฮัด

      

       ซาอุฯ เป็นผู้ก่อตั้งและให้ทุนอุดหนุนโรงเรียนสอนศาสนาและสุเหร่าต่างๆ เพื่อให้อบรมบ่มเพาะนักเรียน และชุมชนรอบๆ ให้ต่อต้านตะวันตก ทุบทำลายความใจกว้างของชาวมุสลิมในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกและเอเชียกลาง รวมทั้งในแอฟริกาเหนือด้วย เมื่อไม่นานมานี้องค์การ Freedom House ซึ่งเป็นกลุ่มนโยบายในสหรัฐฯ ได้วิเคราะห์หนังสือและคำสอนภาษาอาหรับที่ได้ทุนพิมพ์จากซาอุฯ ที่พบตามสุเหร่าต่างๆ ในสหรัฐ และพบว่าพวกมันล้วนเป็นคำสอนให้ต่อต้านคริสเตียน ต่อต้านยิว ดูถูกสตรี มีอุดมการณ์จีฮัด และถือว่าคนที่ไม่ใช่มุสลิมเป็นศัตรู และเสนอให้ใช้กฎหมายชารีอะห์ในสหรัฐฯ

      

       อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลซาอุฯ ผู้หนึ่ง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยอิหม่าม โมฮัมเหม็ด บิน ซาอุด ในกรุงริยาร์ด คือโรงงานผลิตผู้ก่อการร้ายอับด์ อัล-ฮามิด อัล-อันซารี คณบดีคณะกฎหมายอิสลามแห่งมหาวิทยาลัยกาตาร์ ก็กล่าวว่าวัฒนธรรมนี้ (การก่อการร้าย) หยั่งรากอยู่ในจิตใจของผู้ที่มีการศึกษาแบบปิด ไม่มีโอกาสได้ศึกษาแนวคิดของคนอื่นๆ

      

       เราไม่ได้บอกว่าซาอุฯ อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ซีไอเอก็ไม่ มอสซาด*ก็ไม่ เพียงแค่บอกว่าพวกเขาต้องมีส่วนรับผิดชอบและมากกว่ารัฐบาลอิรักเท่านั้น

       (*องค์การสืบราชการลับของอิสราเอล)

      

       ผมยกคำพูดของเบอร์นาร์ด เลวิส มาให้คุณลองคิดตามดูก็ได้ เขากล่าวว่าหากขบวนการคลูคลักแคลนหรือชาติอารยัน* สามารถครอบครองเท็กซัสได้ทั้งหมด แล้วผันเงินรายได้จากการขายน้ำมันไปสร้างเครือข่ายตามโรงเรียนและวิทยาลัยในคริสตจักร แล้วก็สอนเฉพาะบางนิกายของคริสตศาสนา นั่นก็คือสิ่งที่ซาอุฯ ทำกับวะฮาบีย์

       (*ขบวนการเหยียดผิวในสหรัฐ)

      

       จีฮัดคือการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล (รวมทั้งประเทศตะวันตกอื่นๆ ด้วย) ในฐานะเป็นรัฐชั่วช้าสามานย์คือเป็นประเทศที่ต่อต้านศาสนาอิสลาม และขัดขวางวิถีชีวิตแบบอิสลาม

      

       เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของจีฮัดคือเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จากโลกาภิวัฒน์ จากความทันสมัย พวกจีฮัดเชื่อว่าโลกาภิวัฒน์กับความทันสมัยเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับทัศนคติแบบยิว-คริสเตียน เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่อื่นใด นอกจากสถาปนากฎหมายอิสลามที่มาจากกฎหมายชารีอะห์ในยุคกลางนั่นเอง การทำเช่นนั้นรังแต่จะก่อผลร้ายทางเศรษฐกิจสังคมให้กับตะวันออกกลาง ที่ประชากรเกือบ 50% เป็นเยาวชน ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และว่างงานอยู่ราว 20-30%

      

       เป้าหมายของจีฮัดคือทำลายล้างอิทธิพลตะวันตก และอิทธิพลยิวในโลกตะวันตก และพวกที่ไร้ศรัทธาทั้งหลาย มีพระวัจนะ ฮาดีธ บทหนึ่ง (ของท่านศาสดาโมฮัมเหม็ด) กล่าวว่าแม้แต่ก้อนหินและต้นไม้ก็จะเพรียกหา โอ้ มุสลิม มียิวผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังข้า มาเถิดมาฆ่ามันฮาดีธบทนี้เองที่บิน ลาดิน ชอบนำไปใช้ เขาชอบอ้างว่าพวกยิวซ่อนตัวอยู่หลังอเมริกาและตะวันตก

      

       เมื่อวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มกุฎราชกุมาร เจ้าชายอับดุลลาห์ทรงไปเปิดการประชุมว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายในซาอุฯ สองวันก่อนการประชุมครั้งนั้นโทรทัศน์ของทางการซาอุฯ ไปสัมภาษณ์คนในราชวงศ์ซาอุดหลายคน ซูไฮด้า ฮัมเหม็ด อธิบายว่ายิวทำให้เกิดการก่อการร้ายในซาอุฯ ได้อย่างไร และมาชาส์ อัล-ฮาราธี เขียนกลอนอุทิศให้แก่เจ้าชายสุลต่าน เฟเตด รัฐมนตรีกลาโหมซาอุฯ อ้างว่าพวกยิวเป็นคนส่งบินลาดินมา

      

       พวกเขาพูดถึงชาวคริสต์ว่าตอนแรกก็เอาคนวันเสาร์ก่อน แล้วค่อยมาเอาคนวันอาทิตย์เมื่อเร็ว นี้เองเพิ่งมีการอธิบายความหมายของคำพูดดังกล่าว ว่าหมายถึงในวันล้างโลกคนมุสลิมแต่ละคนจะต้องฆ่าคนยิว หรือคนคริสต์ให้ได้สักคนหนึ่ง เพื่อส่งไปลงนรกแทนตัว นี่หมายถึง (ตามคำพูดของริชาร์ด แลนเดส) คนมุสลิมทุกคนต้องฆ่ายิวหรือคริสเตียนคนหนึ่ง เพื่อพระเจ้าจะได้ช่วยตัวเองให้ขึ้นสวรรค์ วัยรุ่นฝรั่งเศส-อาหรับผู้หนึ่ง ฆ่าและทำลายซากศพคนยิวคนหนึ่ง ที่เคยเป็นเพื่อนบ้านเขามาตั้งแต่เด็ก เขาก็เอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อ-แม่ด้วยความลิงโลด ทั้งๆ ที่มือยังเปื้อนเลือดว่าผมฆ่าไอ้ยิวของผมแล้ว ตอนนี้ผมได้ขึ้นสวรรค์แล้วตอนนี้พวกจีฮัดเริ่มเอามุสลิมนอกรีตคนอื่นๆ เข้าไปรวมกับพวกตะวันตกแล้ว คือพวกพลเรือนชีอะห์กับสุหนี่

      

       พวกจีฮัดเชื่อแบบเข้ากระดูกว่าตายเสียดีกว่าอยู่ในโลกที่ไม่ใช่อิสลาม ภารกิจของพวกเขาคือสร้างโลกให้เป็นสวรรค์ ในความคิดของพวกเขาความตายก่อนกาลเป็นเรื่องจ้อยมาก (the eventuality of death prior to the total eschatology is an insignificant price to pay.) เพราะมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่เป็นโลกที่แท้จริง

      

       จีฮัดคือลัทธิเผด็จอำนาจในอีกรูปแบบหนึ่งที่ขัดแย้งกับศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิม พวกจีฮัดเป็นฟาสซิสต์ที่ต้องการบงการโลก ซัยยิด อับดุล อาลา มอว์ดูดี นักทฤษฎีจีฮัดชาวปากีสถานผู้โด่งดัง เขียนเอาไว้ว่าศาสนาอิสลามต้องการโลกทั้งโลก ไม่ใช่แค่เสี้ยวหนึ่ง อิสลามต้องการและแสวงหาโลกทั้งโลก เพื่อว่ามวลมนุษย์ทั้งหลายจะได้อิ่มเอิบในรสพระธรรม และจะได้ปฏิบัติศาสนกิจที่จะนำมาซึ่งความสุขของตัว ตามที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานเกียรติแด่ศาสนาอิสลาม ให้ทรงอยู่เหนือศาสนา และกฎหมายอื่น

      

       มีพวกจีฮัดน้อยมากคิดตามหลักศาสนาอิสลามดั้งเดิม โอลิเวอร์ รอย ผู้รู้ศาสนาอิสลามในฝรั่งเศส กล่าวว่าพวกจีฮัดเป็นผลผลิตของโลกตะวันตก ... พวกเขาเป็นมุสลิมที่เกิดใหม่ (รู้แจ้ง)” พวกเขาไม่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนศาสนา (ยกเว้นส่วนน้อย) ผู้นำของพวกเขาส่วนใหญ่ได้รับการศึกษามาจากตะวันตก เช่นซัยยิด คุตบ์ ที่อ้างว่าตัวเป็นข้าในพระผู้เป็นจ้า (theocrat) และหัวหน้าขบวนการมุสลิมบราเธอร์ฮูด* ไม่เคยศึกษาเทววิทยามาก่อน เขาจบมหาวิทยาลัยฆราวาสในอียิปต์ แล้วไปศึกษาวิศวกรรมต่อในสหรัฐฯ ดร.อัยมาน อัล-ซาวาฮิรี ผู้ช่วยบิน ลาดิน ก็เป็นแพทย์ รัมซี ยูซูฟ (ผู้วางระเบิดตึกเวิร์ดเทรดครั้งแรก ปี 1993) เป็นวิศวกรไฟฟ้าที่ศึกษาในอังกฤษ โอมาร์ อาเหม็ด ซาอีด ชีค ที่พัวพันกับการสังหารแดเนียล เพิร์ล นักข่าวชาวอเมริกัน ก็เกิดจากพ่อ-แม่ปากีสถาน ในฐานะเป็นมุสลิมอังกฤษ ศึกษาในโรงเรียนเอกชน และไปต่อที่ลอนดอล สกูล ออฟ อีโคนอมิกส์ มูฮัมหมัด อัตตา หัวหน้าในเหตุการณ์ 11 กันยายน ก็เป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ อาศัยอยู่ในเยอรมนี

       (*เป็นแนวคิดของยุคกลางที่บอกว่ามนุษย์ทั้งผองเป็นพี่น้องกัน อันเป็นที่มาของขบวนการ brotherhood ทั้งหลายในโลกยุคนั้น เป็นแกนหลักของแนวคิดเกี่ยวกับอัศวินที่คนแข็งแรงต้องโอบอุ้มช่วยเหลือคนอ่อนแอตกทุกข์ได้ยาก ในจีนตอนนั้นเรียกว่า ยุทธจักร ยุทธภพ ทุกวันนี้หลงเหลือมาอยู่ในรูปสหภาพแรงงาน และขบวนการอั้งยี่ต่างๆ

       ในไทยเคยแปลคำนี้ว่าภราดร อันเป็นที่มาของภราดา ที่ใช้เรียกนักบวชในคริสตศาสนา)

      

       ตัวบิน ลาดินเอง ทั้งๆ ที่ออก ฟัตวา (บัญญัติศาสนา) แต่ไม่เคยเป็นนักบวช หรือนักเทววิทยามาก่อนเลย ที่จริงเขาเป็นนักธุรกิจตามอย่างตะวันตก คุ้นเคยกับการซื้อ-ขายอาวุธ โพยก๊วน และเทคโนโลยีอิเล็กโทรนิกมากกว่าคุ้นกับศาสนาอิสลาม เขาเป็นผู้ประกอบการที่โดดเด่นที่สุดในการต่อต้าน-เสรีนิยม ต่อต้าน-ความทันสมัย ต่อต้าน-เป้าหมายประชาธิปไตย และเป็นนักการศาสนาแบบงู ปลา (ยกเว้นก็แต่อาบู มูซาบ อัล-ซากาวี ชาวจอร์แดน ที่ได้รับการฝึกฝนในปากีสถาน เท่าที่รู้ไม่เคยสมาคมกับตะวันตก เมื่อเร็วๆ นี้ บิน ลาดินตั้งให้เขาเป็นอีเมอร์แห่งอิรัก)

      

       จีฮัดเป็นผลผลิตจากสี่แยกที่ตะวันตกมาพบกับอิสลาม และผู้ประดิษฐ์คิดสร้างของมัน ต่างก็ได้รับการศึกษาในตะวันตก คนเหล่านี้เป็นคนเมืองทันสมัยและได้รับอิทธิพลจากพวกก่อการร้ายปีกซ้าย ในยุค 1960s และ 1970s มากกว่าศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิม พวกเขาสรรค์สร้างอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใหม่ โดยเอาหลักคิดอิสลามมาตั้งไว้บนโลกสมัยใหม่สำหรับพวกเขาแล้ว หลายๆ คนเคยมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน ก่อนจะหันกลับมาสู่ศาสนา ไม่ได้เกิดมาจากความศรัทธาทางศาสนาแต่อย่างใดคู่แข่งที่สำคัญของพวกเขาคือทุนนิยมและโลกาภิวัฒน์ หาใช่คริสตจักรหรือลัทธิยูดายไม่

      

       ในปี 1979 อยาตอลลาห์ รูโฮลลาห์ โคไมนี และมุสลิมชีอะห์โค่นระบอบชาห์แห่งอิหร่านที่ตะวันตกหนุนหลังก่อนสงครามเย็นจะยุติเพียงไม่นาน โคไมนีมีจดหมายไปถึงมิคาอิล กอร์บาชอฟ ยืนยันถึงความเป็นสากลของศาสนาอิสลาม เขาย้ำว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์นั้นล้มเหลว แล้ววิงวอนให้กอร์บาชอฟอย่าได้หันไปหาตะวันตก และนำเอาทุนนิยมการตลาดมาใช้ในประเทศ แต่ให้หันมาหาอิสลามดีกว่า

      

       หลังเหล่าอยาตอลลาห์ในอิหร่านยึดอำนาจรัฐ และสถาปนารัฐอิสลามขึ้น พวกคลั่งศาสนาสุหนี่อาหรับ (โดยการช่วยเหลือของสหรัฐฯ) ก็สามารถสยบสหภาพโซเวียตในอัฟกานิสถานได้ในปี 1989 ท่ามกลางมิคสัญญีของพวกมูจาฮีดีนที่รบกันเอง ก็เกิดสุญญากาศทางการเมืองขึ้น กลุ่มเคร่งลัทธิวะฮาบีย์ก็ผสมผสานตัวเข้ากับอุดมการณ์จีฮัดของขบวนการมุสลิมบราเธอร์ฮูด ของคุตบ์ กลายเป็นตาลีบันที่ขึ้นสู่อำนาจในปี 1996 คุตบ์นั้นถูกรัฐบาลอียิปต์ประหารชีวิต ขบวนการมุสลิมบราเธอร์ฮูดถูกปราบ ผลงานของกลุ่มนี้คือการตั้งกลุ่มฮามาสขึ้นในปาเลสไตน์ และสถาปนาตาลีบันขึ้นในอัฟกานิสถาน

      

       เหตุการณ์ความเป็นไปในอิหร่านและอัฟกานิสถานนี่เองที่ทำให้จีฮัดระบาดไปทั่วโลก บิน ลาดิน ที่อ้างตัวว่าเป็นเด็กที่โตมาจากสงครามในอัฟกานิสถาน เปรียบเทียบตัวเองกับศาสดาโมฮัมเหม็ดที่พิชิตอาณาจักรคริสเตียนตะวันออกกับอาณาจักรเปอร์เซีย และซาลาดิน ที่สยบกองทัพพวกครูเสดและพิชิตกรุงเยรูซาเลม

      

       จีฮัดยังโตได้อีกหรือไม่ ? แม้จะเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน และรัฐอิสลามอิหร่านเกิดขึ้นมาถึง 25 ปีแล้ว การทำให้จีฮัดลามไปทั่วโลกก็ยังไม่สำเร็จ จีเยส์ เคเปล บัณฑิตฝรั่งเศสอีกผู้หนึ่งเห็นว่ามันกำลังจะเฉาตาย

      

       แม้ในอิรัก จีฮัดจะยังเฟื่องฟู แต่ข่าวที่รวบรวมจากหลายแหล่งชี้ว่ากว่าครึ่งของมือระเบิดพลีชีพ ไปจากซาอุฯ (รูเวน ปาซว่าใน 154 ชื่อ มีคนซาอุฯ 61%, อีวาน เอฟ โคห์ลมันน์ ว่าใน 235 ชื่อ มาจากซาอุฯ กว่า 50%, ส่วนเวบไซต์ของวอชิงตัน โพสต์ บอกว่ามือระเบิดพลีชีพมาจากซาอุฯ 44%)

      

       บรรดาโฆษกอาหรับที่ไม่ได้เป็นจีฮัดทั้งหลายพากันวิตกว่านักปฏิวัติจีฮัดกำลังเป็นภัยต่อระบบการปกครองของพวกตนตอนนี้ หากได้โอกาส อัล-กออิดะก็จะทำลายศัตรูใกล้ตัวไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ ซีเรีย จอร์แดน กระทั่งซาอุฯ เองก็ไม่เว้น พวกจีฮัดมีความเห็นว่าพวกมุสลิมที่สุดขั้วน้อยหน่อยล้วนเป็นลูกไล่ของพวกนอกรีตแม้นิกายวะฮาบีย์กับจีฮัดจะเกื้อกูลกัน แต่เราจำเป็นจะต้องกันไม่ให้บิน ลาดิน โฆษณาหว่านล้อมคนมุสลิมทั่วๆ ไปให้ลุกขึ้นจับอาวุธเพื่อทำจีฮัดและทำสงครามตามอุดมการณ์ของเขา

      

       ปัญหาของซาอุฯ

      

       นอกจากจะมีบิน ลาดิน กับอัล-กออิดะเป็นศัตรูแล้ว ซาอุฯ ก็ยังมีวิกฤตอยู่ดี พวกหัวกระทิในสังคมแตกแยกกันอย่างหนัก ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้อย่างไร มกุฎราชกุมารเจ้าชายอับดุลลาห์ทรงนำฝ่ายปฏิรูปที่ต้องการรักษาสัมพันธ์กับตะวันตก แต่เจ้าชายนาเยฟ รัฐมนตรีมหาดไทย ไปเข้าข้างศาสนจักรต่อต้านสหรัฐฯ ทั้งสองฝ่ายต่างไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

      

       ขณะที่ซาอุฯ สู้กับพวกกบฏจีฮัด ที่อัล-กออิดะนำ แต่ทั้งคู่ก็อ้างหลักศาสนาเดียวกันมาสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตัว เตอร์กี ฮาหมัด ผู้สื่อข่าวซาอุฯ กล่าวว่า พวกเขามีวัฒนธรรมเดียวกัน ทั้งเจ้าชายอับดุลลาห์กับเจ้าชายเนเยฟจึงไม่ปฏิรูปให้ถึงที่สุด ทั้งๆ ที่ซาอุฯ ต้องการการปฏิรูปอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตุลาการ หรือการศึกษา

      

       ดังนั้น ฝ่ายนำจึงค่อยๆ รวมหัวกัน และยืนกรานที่จะปกครองโดยเผด็จอำนาจต่อไป เมื่อรัฐบาลซาอุฯ รู้สึกว่าภัยเริ่มคุกคามการปกครองของตน และทำศึกกับการก่อการร้ายในบ้านจนมีชัยชนะแล้ว ราชวงศ์ซาอุดก็หันไปเบ่งกล้ามเรื่องอื่นๆ เพื่อมวลชนจะได้กลับมาอยู่ใต้การปกครองต่อ ซึ่งก็เหมือนรัฐบาลอาหรับทั้งหลายที่ใช้สงครามปราบปรามการก่อการร้ายเพื่อปิดปากพวกที่กระด้างกระเดื่อง (เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ยูนเนส ฮายารี หน้าฉากอัล-กออิดะชาวมอร็อกโคในซาอุ ปะทะกับฝ่ายรักษาความมั่นคง และถูกยิงเสียชีวิต)

      

       ในซาอุฯ ประชากรเกือบ 50% มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และ 30% ตกงาน รัฐบาลล้วนมีอายุเกินคนละ 70 ปีทั้งสิ้น กระทั่งบรรดาเจ้าชายก็ยังตกงานถึง 5,000 คน ทุกวันนี้คนงานต่างชาติ 4 ล้านคนทำงานในซาอุฯ ที่มีประชากร 16 ล้านคน ประชากรมุสลิมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกสุหนี่ที่ไม่ได้ถือวาะฮาบีย์ ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิทางศาสนา หรือสิทธิพิเศษอื่นใด ประชากรอีก 2 ล้านคนเป็นชีอะห์ ซึ่งก็ไม่มีสิทธิอะไรเช่นกัน คนเหล่านี้เป็นสานุศิษย์ของมหาอยาตอลลาห์ อาลี อัล-ซิสตานี ในอิรัก และเป็นที่วิตกกังวลของรัฐบาล

      

       ในที่สุด พวกซาอุฯ ก็เริ่มรู้ปัญหาของตนเอง สมาชิกผู้หนึ่งในสภา มัจลีส อัล-ชูรา (สภาที่ปรึกษาทำหน้าที่คล้ายๆ รัฐสภา) เคยพูดว่าทั้งหมดที่พวกเขาสอนกัน คือให้เกลียดคนที่แตกต่าง ประเทศนี้มีเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 20 แต่มีภูมิปัญญาอยู่ในศตวรรษที่ 14”

      

       การเลือกตั้งสภาเทศบาลครั้งที่แล้ว (ผู้หญิงไม่มีสิทธิลงคะแนน) ผู้สมัครหัวรุนแรงในเมืองเจดดาห์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เสรีที่สุดในซาอุฯ เป็นฝ่ายชนะ คาดกันว่าหากมีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยในซาอุฯ พวกอิสลามย่อมต้องชนะอย่างแน่นอน

      

       ขณะที่สหรัฐฯ ส่งเสริมประชาธิปไตยในอิหร่าน เลบานอน และปาเลสไตน์ กระทั่งในซีเรีย แต่ไม่เคยแตะต้องซาอุฯ เลย หวังแต่จะให้เกิดเสถียรภาพจากหุ้นส่วนที่ร่ำรวยด้วยบ่อน้ำมันประเทศนี้ ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้

      

       มีการพูดกันมานานแล้วว่าเหตุที่อดีตประธานาธิบดีบุชผู้พ่อ ตอนทำสงครามอ่าวฯ ปี 1991 ไม่กล้าบุกยึดขึ้นไปถึงกรุงแบกแดด ก็เพราะกลัวว่าจะไปกระตุ้นให้คนซาอุฯ ปฏิวัติ ความสัมพันธ์ของเขากับราชวงศ์ซาอุดนั้นรู้กันดีโดยไม่ต้องพูด

      

       ตอนนี้ น้ำมันในสหรัฐ 20% มาจากซาอุฯ และว่ากันว่าใต้ทะเลทรายผืนนี้มีน้ำมันสำรองคิดเป็น 60% ของโลก แม้ตอนนี้จะเถียงกันเรื่องตัวเลขที่แน่นอนอยู่

      

       พวกจีฮัดย่อมจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปิดกั้นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน คนบางคนกล่าวว่าที่สหรัฐฯ ตัดสินใจบุกยึดอิรักก็เพื่อเพิ่มน้ำมันสำรองของตน (น้ำมันจากอิรักมีปริมาณน้อยกว่า 1 ใน 3 ของซาอุฯ) หากเป็นเช่นนั้นจริงในอนาคตก็คงไม่พ้นต้องยึดซาอุฯ รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ในการนี้อิสราเอลก็คงเข้าข้างสหรัฐฯ

      

       ตอนนี้ ซาอุดีอาระเบียคงรู้แล้วว่าตนไม่เคยเป็นเจ้าชะตากรรมของตนอย่างที่เคยเชื่อกันมาก่อน

      

       Rabbi Moshe Reiss is a graduate of Oxford University, has taught at Columbia University and was assistant rabbi at Yale University. He was the first rabbi to be invited to teach in the Department of Theology at the Catholic University of Leuven - Belgium (founded 1425) and has lectured in various countries. He has published three books on his website on Judaism, Christianity and Islam. His book on Judaism is being published by sections in the Jewish Bible Quarterly. He now lives in Israel.